บทความ

กำลังแสดงโพสต์ที่มีป้ายกำกับ แนวคิดดีๆ

เลิกเคาะประตูหัวใจของคนอื่นได้แล้ว

รูปภาพ
  สวัสดีทุกคนที่ผ่านทางเข้ามาในบล็อกของผมนะครับ วันนี้ผมเอาประโยค ประโยคหนึ่งที่ได้มาจากการ์ตูนเรื่อง Blue Lock มาฝากกันครับ จริงๆการ์ตูนเรื่องนี้เนี่ย มีแนวคิดหลายๆแนวคิดที่ผมชอบมากๆเลย ไว้มีโอกาสจะเขียนเล่าให้ฟัง แต่วันนี้เนี่ย ขอประโยคนี้ก่อนเลย มันเป็นประโยคที่พระเอกพูดใน Blue Lock ภาค 1 ตอนที่ 17 ครับ  พระเอกได้กล่าวไว้ว่า ไม่ว่าเราจะเคาะประตูหัวใจคนอื่นสักกี่ครั้ง แต่สุดท้ายแล้วคนเราก็ไม่สามารถเปลี่ยนคนอื่นได้หรอก เพราะงั้นการเปลี่ยนแปลง มันต้องเปลี่ยนแปลงจากตัวเราเอง วิธีที่จะเปลี่ยนโลกที่ไม่ได้เป็นไปตามที่ตัวเองคิดนั้น มันต้องมีแค่วิธีนี้ วิธีเดียวอย่างแน่นอน  เป็นประโยคที่ว้าวมากครับ ซึ่งผมก็เห็นด้วยทุกประการ สมมุติผมไปชอบสาวคนนึง แต่เธอไม่ชอบผม กลับไปชอบผู้ชายอีกคนหนึ่งแทน ผมพยายามจะเปลี่ยนใจเธอด้วยทุกวิธีทางที่คิดออก แต่ถึงอย่างนั้นเธอคนนั้น ก็จะชอบผู้ชายอีกคนอยู่ดี  ผมไม่สามารถเปลี่ยนใจเธอได้หรอก สิ่งที่ผมทำได้คือเปลี่ยนตัวเองต่างหาก ผมต้องทำให้ตัวเองดีขึ้น ให้ดีกว่าผู้ชายคนนั้นให้ได้ หรือไม่ก็ทำใจให้ได้แล้วเดินออกมาซะ  ฟังดูเหนื่อยนะครับ การเปลี่ยนแ...

มาตั้งเป้าหมายสำหรับปีหน้ากันเถอะ

รูปภาพ
  เมื่อช่วงนี้ของปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสทักเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งไป ผ่านทาง Instagram Message ก็ตามประสาคนที่ไม่ได้คุยกันนานกว่า 7 ปี ผมก็ไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบเข้าไปเรื่อยเปื่อย  แต่ระหว่างที่กำลังคุยนั้น ก็นึกขึ้นได้ครับว่า มันใกล้จะปีใหม่แล้ว ไอ้เราก็ทำช่อง YouTube แนวข้อคิดสอนใจซะด้วย จะไม่ถามถึงเป้าหมายที่วางไว้เลยมันก็คงไม่ใช่  หลังจากที่ถามไปว่าเป้าหมายในปีหน้าได้วางแผนทำอะไรไว้บ้างหรือเปล่า ผมก็ได้รับคำตอบที่ราวกับว่าสามารถอ่านใจเพื่อนได้กลับมา ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่ได้คิด ยังไม่ได้วางแผนอะไรไว้เลย  คำตอบของเขาที่พรั่งพรูออกมานั้น ล้วนเป็นคำตอบที่ด้นสดโดยทั้งสิ้น สิ่งที่เขาตอบออกมานั้น ล้วนเป็นสิ่งที่เขาเคยทำแล้ว และทำอยู่เป็นประจำทั้งนั้น  ฟังปุ๊บก็รู้เลยว่า นายยังไม่ได้วางแผนอะไร นายก็แค่เอาสิ่งที่ทำอยู่มาตอบก็เท่านั้น  แต่ก็มีคำตอบนึงที่ดูเหมือนว่าเขาจะตั้งใจตอบเป็นพิเศษ เขาบอกผมว่าเขาจะเที่ยวรอบโลก (ใช่ครับเพื่อนผมคนนี้ค่อนข้างรวยเลยทีเดียว)ถ้ามันจะไปเที่ยวจริงๆก็คงทำได้แหละ  หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ติดต่อกับเขาเลย ได้แต่เห็นแว่บๆผ่าน IG นานๆทีจะ...

เริ่มใหม่อีกแล้ว

รูปภาพ
  ความรู้สึกในการอยากเขียนบล็อกของผมเนี่ย ไม่ต่างจากลมหนาวจริงๆเลยครับทุกคน เวลามันมามันก็มาอย่างรุนแรง แต่แป๊บๆก็หายไปเลย  1 ปีที่ผ่านมานี้ ผมเขียนบทความเพียงแค่ 1 บทความเท่านั้น เขียนไปในวันที่ 20 กรกฎาคม แล้วก็มาโผล่อีกที “วันนี้” ซึ่งก็ใกล้จะปลายปีเต็มทีแล้ว สาเหตุหลักๆเลยที่ไม่ได้มาเขียนบล็อกนั่นก็คือ “ไม่มีเวลาครับ” แหมแต่ถ้าจะให้พูดให้ตรงประเด็นกว่านั้น นั่นก็คือ “ผมมีเวลา” แต่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นต่างหาก หลักๆก็คือเลี้ยงลูก ซึ่งนั่นก็กินเวลาไปเกือบ 24 ชั่วโมงแล้ว เวลาที่เหลือน้อยนิดก็เอาไปทำช่อง YouTube จนหมด   ผมพยายามตั้งคำถามว่าทำไมตัวเองถึงไม่ยอมเขียนบล็อกเลย ซึ่งก็ได้ 2 เหตุผลด้วยกัน เหตุผลที่ 1 ก็คือ มันได้เงิน สู้ YouTube ไม่ได้  ส่วนเหตุผลที่ 2 นั่นก็คือ บล็อกเนี่ย มันไม่มีผู้ติดตามสักกะหน่อย คนที่เข้ามาอ่าน ก็คือคนที่เผอิญผ่านมาเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่ค่อยอินในการเขียนบทความอย่างต่อเนื่องสักเท่าไหร่  แต่แล้วเมื่อไม่นานมานี้ความคิดของผมก็เปลี่ยนไป เมื่อผมพบว่าบล็อกเก่าของผม ที่ชื่อว่าบทสรุปฉบับแฮมแฮม ที่ผมเลิกเขียนไปแล้ว กลับมีคนเข้าดูทุกวัน...

เมื่ออยู่กับความกลัวแล้วเป็นทุกข์ก็ลองกล้าดูสิ

รูปภาพ
เด็กหญิงคนหนึ่งเป็นคนที่ตัวเล็กที่สุดในห้องเรียน เธอเป็นคนขาดความมั่นใจ และกลัวทุกครั้งที่จะต้องเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ หรือทำอะไรที่คนอื่นเขาไม่ทำกัน  ความกลัวมากมายถาโถมเข้ามา ฉันกลัวคนจะว่า ฉันกลัวจะโดนตำหนิ ฉันกลัวจะทำแล้วล้มเหลว ความกลัวเหล่านั้นทำให้เธอไม่กล้าที่จะทำอะไรที่แตกต่าง  ถึงแม้ในใจของเธอ จะมีคำถามมากมาย “ถ้าฉันทำแบบนั้นล่ะ”  “ถ้าฉันทำแบบนี้ล่ะ” จะเป็นยังไง  วันหนึ่งขณะที่อยู่ที่โรงอาหาร เธอเกิดสงสัยขึ้นมาว่า จะเป็นยังไงกันนะถ้าเราบอกให้แม่ค้า ทอดไข่ดาวใหม่ให้หน่อย ฉันไม่อยากกินไข่ดาวเย็นชืดที่ทอดทิ้งไว้นานแล้วพวกนี้  ระหว่างกำลังรอคิวซื้อข้าว เธอก็ชะเง้อมองไปที่ต้นแถว แล้วก็พบว่า ไม่มีใครกล้าพูดคำๆนั้น ออกมาสักคน ทุกคนต่างยอมรับที่จะกินไข่ดาวเย็นชืดกันหมด เธอบ่นเรื่องนี้ให้เพื่อนของเธอได้ฟัง เพื่อนของเธอพยักหน้าด้วยความเข้าใจ ดูเหมือนก็มีหลายคนที่คิดเหมือนกัน เพียงแค่พวกเขากลัวเกินกว่าที่จะพูดออกไป  เมื่อถึงคิวของเด็กหญิงตัวน้อย เธอจึงได้ลองถามดู “หนูอยากกินไข่ดาวร้อนๆช่วยทอดให้หนูหน่อยได้ไหม” แม่ค้าหันมายิ้มหวานแล้วบอกว่าได้ ก่อนที่จะตอกไข่ใส่...

เมื่อความรู้สึกชั่ววูบกำลังจะหายไป

รูปภาพ
เมื่อ3วันก่อน ผมเกิดความรู้สึกชั่ววูบ ขึ้นมาว่า อยากกลับมาเขียนบล็อกจัง  ซึ่งผมได้เขียนเล่าไว้อย่างละเอียดแล้วในอีกบล็อก  แต่จะขอสรุปให้ฟังประมาณว่า ผมพบว่าเจ้าสิ่งที่เรียกว่า ความรู้สึกชั่ววูบเนี่ย มันมีพลังมากกว่าแรงบันดาลใจ หรือลูกฮึดซะอีกนะ คือเวลารู้สึกขึ้นมาแล้วว่าอยากทำ เราจะอยากทำมันแบบสุดๆ และต้องทำให้ได้ ผมพบว่า ความรู้สึกชั่ววูบ หากเกิดกับเรื่องไร้ประโยชน์ ก็คงไม่ดี เช่นผมอยากเล่นเกมมาก จึงซื้อเครื่องเกมมาเล่น แต่พอซื้อมาแล้วจริงๆ เล่นแป๊บๆ ความรู้สึกที่ว่า อยากเล่นก็หายไป กลายเป็นว่าเสียเงินฟรีเลย เพราะไม่อยากเล่นแล้ว แต่หากมันเกิดกับเรื่องดีๆ ขึ้นมาล่ะ เช่นอยากหุ่นดีจัง อยากเรียนเก่งจัง จะเป็นยังไง และแล้วเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา ความรู้สึกชั่ววูบ ที่ว่าอยากกลับมาเขียนบล็อก ก็เกิดขึ้นกับผม แน่นอนว่า ผมต้านทานมันไม่ไหว จึงได้นั่งลงและเริ่มเขียนบล็อก  หลังจากเริ่มเขียนแล้วก็ไม่สาแก่ใจ จึงได้เปิดบล็อกใหม่มันซะเลย ซึ่งก็คือ HamHambox ที่ทุกคนกำลังอ่านอยู่ในขณะนี้นั่นเอง แน่นอนธรรมชาติของความรู้สึกชั่ววูบก็คือ เมื่อได้ทำแล้วมันจะหายไป หลังจากผมได้เขียนบทความจนสาแก่ใจ...

ถ้าขายเวลาชีวิตได้คุณจะขายเท่าไหร่

รูปภาพ
เงินคือสิ่งสำคัญของชีวิต ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ คนส่วนใหญ่ก็ต่างใช้เวลาทั้งชีวิตทำงานหาเงินกันอยู่ดี ถ้าอย่างนั้น หากผมเสนอขอซื้อเวลาจากคุณเลยละครับ คุณจะขายเท่าไหร่ คำถามนี้คือคำถามที่ผมเคยถูกถามเล่นๆ เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งตอนนั้น ผมก็ไม่ได้มานั่งคิดมากด้วย พอบอกว่าจะซื้อเวลา ผมก็ตระหนักได้ทันทีว่า โอ๊ย เวลาชีวิตเป็นสิ่งสำคัญนะคุณ จะมาขายให้ในราคาถูกๆได้อย่างไร  ผมจึงตอบไปว่า เวลา1ปี อย่างน้อยๆ ผมจะขายในราคา10ล้าน ผมจำความรู้สึกตัวเองได้ดี พูดไปก็คิดไปว่า ชีวิตเรานั้นช่างมีค่ามากจริงๆ แต่ทว่า เมื่อกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง จึงทำให้ผมพบว่า ทุกวันนี้ ผมทำงาน เพื่อแลกกับเงินที่น้อยกว่า10ล้าน อย่างมากเลยนะ ใน1ปีน่ะ ผมประเมินแล้วว่า เวลาชีวิตผมมีค่าขนาดนั้น แต่เอาเข้าจริง ผมกลับต้องมานั่งทำงาน งกๆ แลกกับเงินที่มีมูลค่าน้อยกว่าเวลาชีวิตของผม พอคิดแบบนั้นก็รู้สึกไม่ดีเอาซะเลย เรื่องนี้มองได้ 2 มุมนะครับ 1 ผมประเมินค่าเวลาชีวิตตัวเองมากเกินไป แท้จริงแล้วเวลาชีวิตผมอาจไม่ได้มีมูลค่าขนาดนั้นก็ได้ หรือ 2 ผมกำลังเสียเวลาทำงานแลกเงินที่ไม่คุ้มค่ากับเวลาชีวิตที่เสียไปก็ได้ แล้ววันหนึ...

จงซ่อมหลังคาก่อนที่ฝนจะตก

รูปภาพ
ชายคนหนึ่งปีนขึ้นไปเล่นบนหลังคา ด้วยความไม่ระวัง เขาได้เหยียบกระเบื้องจนแตก กระเบื้องหลังคาแตก มันไม่ใช่อะไรที่จะซ่อมได้ในทันที แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่ยากเกินกว่าจะซ่อมได้ คุณต้องขับรถออกไปซื้อกระเบื้องแผ่นใหม่มาเปลี่ยน ต้องเลือกกระเบื้องแบบเดิมด้วยนะ ไม่งั้นก็คงจะใส่ไม่ได้ ต้องฝ่ารถติด และเมื่อกลับมาถึงบ้าน คุณจำเป็นต้องปีนขึ้นไปอีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนมัน แน่นอนรอบนี้คุณต้องระวัง ให้มากกว่าเดิม ในการไม่ทำให้กระเบื้องแตกอีก เอาละทั้งหมดที่พูดมา ยังไงก็ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เผลอๆ อาจต้องใช้เวลาถึงครึ่งวัน ในการจะเปลี่ยนกระเบื้องที่แตกไป แค่ความผิดพลาดเล็กๆ ที่เราทำมันลงไป กลับทำให้เราเสียเวลามากมายจริงๆ เอาละถ้าคุณว่างอยู่ก็แล้วไป  แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยว่างกันขนาดนั้นนะสิ เราจึงมักจะปล่อยประเบื้องที่แตกทิ้งไว้อย่างนั้น และคิดไปว่า ไว้ว่างๆค่อยซ่อมมันก็ได้ ปรากฎว่า กว่าจะรอจนว่างก็ถึงวันที่สาย ฝนตกเสียก่อน ถึงตอนนั้นล่ะครับ เราถึงนึกได้ว่า ต้องหาเวลาซ่อมมันได้แล้ว ปัญหาเล็กๆ ที่เราต้องแก้ไขมักกินเวลาชีวิตเราเสมอ แต่หากเราปล่อยทิ้งไว้นาน ปัญหาก็จะยิ่งบานปลายได้อีก เพราะมันเป็นปัญหาเล็กๆ นี่แ...

จงอย่าตัดสินคนจากเหตุการเดียวที่เห็น

รูปภาพ
เด็กน้อยคนหนึ่งได้ถือแอปเปิ้ล 2 ลูกไว้ในมือ เมื่อแม่เห็นจึงเดินเข้าไปแล้วพูดว่า แม่ขอแบ่งลูกนึงได้ไหม  เมื่อเด็กน้อยได้ฟังเช่นนั้น สิ่งที่เธอทำก็คือ การกัดแอปเปิ้ล 1 คำทั้ง 2 ลูก  เมื่อแม่เห็นเช่นนั้นก็อดที่จะรู้สึกนี้ไม่ดีกับลูกไม่ได้ ทำไมลูกฉันถึงเป็นคนแบบนี้ มีแอปเปิ้ลทั้ง 2 ลูก แต่กลับไม่ยอมแบ่งปันเลย ทันใดนั้น เด็กน้อยก็ยื่นแอปเปิ้ล 1 ลูกให้แม่ แล้วพูดว่า ลูกนี้หวานกว่าค่ะแม่  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็อย่าตัดสินคนจากแว๊บแรกที่เห็น ให้โอกาสเขาอธิบายหน่อย เพราะบางที สิ่งที่เราเห็น อาจจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริงๆก็ได้  ผมชอบนิทานข้างต้นเรื่องนี้มาก  มันเป็นเรื่องสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย และสอนใจได้ดีเลยทีเดียว แต่ประเด็นของเรื่องนี้คือ เขาไม่อยากให้เราตัดสิน ใครง่ายๆขนาดนั้น ไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เดียว ที่เราไม่โอเคก็ตัดสินไปแล้ว ว่าเขาเป็นคนไม่ดี  ถ้าผมลองเปลี่ยนตอนจบดูละครับ จะเป็นยังไง “เด็กน้อยกัดแอปเปิ้ล 2 คำ แล้วพูดกับแม่ว่า” ไม่เอา หนูจะกินทั้ง 2 ลูกเพียงคนเดียว แบบนี้เราก็จะตีตรา และมองว่าเด็กคนนี้ช่างเห็นแก่ตัวจริงๆสินะครับ เห็นไหมครับ พว...

เล่นเกมแล้วได้อะไร

รูปภาพ
ผู้ใหญ่ชอบตั้งคำถามว่า เล่นเกมแล้วได้อะไร เด็กหลายคนก็ถึงกับงงไปกันไม่ถูกเลยทีเดียว ก็พยายามคิดถึงเป้าหมายว่าเล่นไปทำไมวุ่นวายไปหมด  แต่ความจริงแล้วถ้ามานั่งไตร่ตรองกันดีๆ เราจะพบว่า คำตอบนั้นมันเรียบง่าย และชัดเจนที่สุด นั่นก็คือ คนเราเล่นเกมก็เพื่อความสนุกเท่านั้นเอง  ดังนั้นคำตอบของคำถามที่ว่า เล่นเกมแล้วได้อะไร ก็ได้ความสนุกไงครับคุณผู้ใหญ่ทั้งหลาย  ความสนุกนี่ล่ะครับ ที่ทำให้เด็กๆ เล่นเกมกันเป็นบ้าเป็นหลัง เล่นเกมกันแบบไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน เล่นเกมกันแทบเป็นแทบตาย  ผมมองว่าสิ่งสำคัญ ไม่ใช่การตั้งคำถามหรอกครับว่า เล่นเกมแล้วได้อะไร เราควรจะตั้งคำถามมากกว่าว่า เราจะนำสิ่งที่ทำแล้วได้อะไร มาประยุกต์ใช้กับการเล่มเกมอย่างไรได้บ้าง  ถ้าการออกกำลังกายมันดีต่อสุขภาพ เราจะทำยังไงให้การออกกำลังกายมันสนุกเหมือนการเล่นเกม  ถ้าการอ่านหนังสือเรียนมันทำให้เราได้เกรดที่ดี เราจะทำยังไงได้บ้างครับ ที่จะทำให้การอ่านหนังสือเรียน สนุกเหมือนกับการเล่นเกมได้  นี่ต่างหากคือสิ่งที่ผู้ใหญ่ควรตั้งคำถาม  ไม่ใช่มาบอกให้เราเลิกเล่นเกม แล้วไปอ่านหนังสือซะ เลิกเล่นเกมแล้วลุก...